ข้อดี

Reason Why Choose .

เปลี่ยนความรู้ให้มีคุณค่า

ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสายงานอาชีพใด คุณสามารถสร้างคอร์สเรียนออนไลน์ที่เป็นของคุณเองได้

คอร์สเรียนออนไลน์

เหมาะสำหรับ ครูอาจารย์ ติวเตอร์ วิทยากร โค้ช ที่ปรึกษาธุรกิจ เจ้าของธุรกิจ รวมถึง สถาบัน และองค์กร

ไม่หัก % การขาย

นั้นหมายถึงว่า ลูกค้าขายได้เท่าไหร่ รายได้เป็นของลูกค้า 100% ค่ะ

ระบบคอร์เรียนออนไลน์ ลูกค้าจะได้

โดเมน พื้นที่วิดีโอ พื้นที่เว็บไซต์ และระบบการใช้งานคอร์สเรียนออนไลน์ ในราคานี้รวมหมดแล้วค่ะ

ข้อดีกับนักเรียน

สำหรับนักเรียน การเรียนออนไลน์ทำให้พวกเขารู้สึก Productive มากกว่าการเรียนในห้องเรียนเสียอีก เพราะรู้สึกว่าเรียนที่ไหนก็ได้ ทำให้ฉันมีอิสระมากขึ้น

โลกกำลังจะเปลี่ยน...คุณตามทันมั๊ย

บริการสร้างคอร์สเรียนออนไลน์บนเว็บไซต์ของคุณเอง ที่สะดวกทั้งผู้เรียนและผู้สอน อยู่ที่ไหนก็เรียนได้

คอร์สเรียนที่คุณเป็นเจ้าของ

เว็บไซต์ ลิขสิทธิ์วีดีโอ รายได้ที่เกิดเขึ้น คุณเป็นเจ้าของแต่เพี่ยงผู้เดียว ไม่ต้องแบ่งให้ใคร ^^

บริการหลังการขาย

มีบริการช่วยเหลือ สำหรับลุกค้าคอร์สเรียนออนไลน์ มีเจ้าหน้าที่คอย support เพียงแค่โทรมาหาเราสิค่ะ

Call Center

หากเกิดปัญหากับการใช้งานโปรแกรมต่างๆ มีเจ้าหน้าทีดูแล 24 ชม. ค่ะ
ค้นหาหลักสูตรของเรา

ค้นหา หลักสูตรแนะนำ

คำถามที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อย

  • CMS Development
  • UX/UI Development
  • Website Development
  • ข่าว และ สาระน่ารู้

MS ย่อมาจาก Content Management System เป็นระบบที่นำมาช่วยในการสร้างและบริหารเว็บไซต์แบบสำเร็จรูป โดยในการใช้งาน CMS นั้นผู้ใช้งานแทบไม่ต้องมีความรู้ในด้านการเขียนโปรแกรม ก็สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ ตัวของ CMS เองจะมีโปรแกรมแถมมาและสามารถแทรกเองได้มากมายเช่น webboard , ระบบจัดการป้ายโฆษณา , ระบบนับจำนวนผู้ชม แม้แต่กระทั่งตระกร้าสินค้า และอื่นๆอีกมากมาย CMS เป็นเหมือนโปรแกรม โปรแกรมหนึ่ง ที่มีผู้พัฒนามาจากภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในเว็บไซต์เช่น PHP , Python , ASP , JSP ซึ่งในปัจจุบันมีคนใจดีพัฒนา CMS ฟรีขึ้นมามากมายอย่างเช่น Wordpress แน่นอนว่าผู้พัฒนาระบบ CMS ฟรี ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นล้วนเป็นมืออาชีพที่มีฝีมือในเรื่องของ เว็บไซต์เป็นอย่างยิ่ง ทั้งการเขียนโปรแกรมที่รัดกุม การออกแบบเนวิเกชั่นที่ดี ทำให้ภาพรวมของเว็บไซต์ที่ใช้ CMS นั้นออกมาในแนวมืออาชีพอย่างมาก

1.ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการทำเว็บไซต์ เพียงแค่เคยพิมพ์ หรือเคยโพสข้อความในอินเทอร์เนต ก็สามารถมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองได้ 2.ไม่เสียเวลาในการพัฒนาเว็บไซต์ ไม่เสียเงินจำนวนมาก 3.ง่ายต่อการดูแล เพราะมีระบบจัดการทุกอย่างให้เราหมด 4.มีระบบจัดการที่เราสามารถหามาใส่เพิ่มได้มากมาย อย่างเช่น ระบบแกลลอรี่ 5.สามารถเปลี่ยนหน้าตาเว็บไซต์ได้ง่ายๆ เพียงแค่โหลดทีม (Theme) ของ CMS นั้นๆ

ระบบการจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์ (Content Management System : CMS) คือ ระบบที่พัฒนา คิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยลดทรัพยากรในการพัฒนา (Development) และบริหาร (Management) เว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำลังคน ระยะเวลา และเงินทอง ที่ใช้ในการสร้างและควบคุมดูแลไซต์ โดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะนำเอา ภาษาสคริปต์ (Script languages) ต่างๆมาใช้ เพื่อให้วิธีการทำงานเป็นแบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็น PHP, Perl, ASP, Python หรือภาษาอื่นๆ(แล้วแต่ความถนัดของผู้พัฒนา) ซึ่งมักต้องใช้ควบคู่กันกับโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์(เช่น Apache) และดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์ (เช่น MySQL) ลักษณะเด่นของ CMS ก็คือ มีส่วนของ Administration panel (เมนูผู้ควบคุมระบบ) ที่ใช้ในการบริหารจัดการส่วนการทำงานต่างๆในเว็บไซต์ ทำให้สามารถบริหารจัดการเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว และเน้นที่การ จัดการระบบผ่านเว็บ(Web interface) ในลักษณะรูปแบบของ ระบบเว็บท่า(Portal Systems) โดยตัวอย่างของฟังก์ชันการทำงาน ได้แก่ การนำเสนอบทความ(Articles), เว็บไดเรคทอรี(Web directory), เผยแพร่ข่าวสารต่างๆ(News), หัวข้อข่าว(Headline), รายงานสภาพดินฟ้าอากาศ(Weather), ข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจ(Informations), ถาม/ตอบปัญหา(FAQs), ห้องสนทนา(Chat), กระดานข่าว(Forums), การจัดการไฟล์ในส่วนดาวน์โหลด(Downloads), แบบสอบถาม(Polls), ข้อมูลสถิติต่างๆ(Statistics) และส่วนอื่นๆอีกมากมาย ที่สามารถเพิ่มเติม ดัดแปลง แก้ไขแล้วประยุกต์นำมาใช้งานให้เหมาะสมตามแต่รูปแบบและประเภทของเว็บไซต์นั้นๆ

ระบบการจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์ (Content Management System : CMS) คือ ระบบที่พัฒนา คิดค้นขึ้นมาเพื่อช่วยลดทรัพยากรในการพัฒนา (Development) และบริหาร (Management) เว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกำลังคน ระยะเวลา และเงินทอง ที่ใช้ในการสร้างและควบคุมดูแลไซต์ โดยส่วนใหญ่แล้ว มักจะนำเอา ภาษาสคริปต์ (Script languages) ต่างๆมาใช้ เพื่อให้วิธีการทำงานเป็นแบบอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็น PHP, Perl, ASP, Python หรือภาษาอื่นๆ(แล้วแต่ความถนัดของผู้พัฒนา) ซึ่งมักต้องใช้ควบคู่กันกับโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์(เช่น Apache) และดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์ (เช่น MySQL) ลักษณะเด่นของ CMS ก็คือ มีส่วนของ Administration panel (เมนูผู้ควบคุมระบบ) ที่ใช้ในการบริหารจัดการส่วนการทำงานต่างๆในเว็บไซต์ ทำให้สามารถบริหารจัดการเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว และเน้นที่การ จัดการระบบผ่านเว็บ(Web interface) ในลักษณะรูปแบบของ ระบบเว็บท่า(Portal Systems) โดยตัวอย่างของฟังก์ชันการทำงาน ได้แก่ การนำเสนอบทความ(Articles), เว็บไดเรคทอรี(Web directory), เผยแพร่ข่าวสารต่างๆ(News), หัวข้อข่าว(Headline), รายงานสภาพดินฟ้าอากาศ(Weather), ข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจ(Informations), ถาม/ตอบปัญหา(FAQs), ห้องสนทนา(Chat), กระดานข่าว(Forums), การจัดการไฟล์ในส่วนดาวน์โหลด(Downloads), แบบสอบถาม(Polls), ข้อมูลสถิติต่างๆ(Statistics) และส่วนอื่นๆอีกมากมาย ที่สามารถเพิ่มเติม ดัดแปลง แก้ไขแล้วประยุกต์นำมาใช้งานให้เหมาะสมตามแต่รูปแบบและประเภทของเว็บไซต์นั้นๆ

1.ในกรณีที่ผู้ใช้ต้องการออกแบบทีม (หน้าตาของเว็บ) เอง จะต้องใช้ความรู้มากกว่าปรกติ เนื้องจาก CMS มีหลายๆระบบมารวมกันทำให้เกิดความยุ่งยาก สำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้ 2.ผู้ใช้จะต้องศึกษาระบบ CMS ที่ผู้พัฒนาสร้างขึ้นมา เช่นจะต้องใส่ข้อความลงตรงไหน จะต้องแทรกภาพอย่างไร ซึ่งจะลำบากเพียงแค่ช่วงแรกเท่านั้น 3.ในการใช้งานจริงนั้นจะมีความยุ่งยากในการ set up ครั้งแรกกับ web server แต่ปัจจุบันก็มีผู้บริการ web server มากมายที่เสนอลงและ set up ระบบ CMS ให้ฟรีๆโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เมื่อรวมๆข้อดีและข้อเสียดูแล้ว ก็ยังเห็นได้ว่า CMS นั้นก็เป็นระบบที่น่าใช้งานอยู่ดี

อีกพื้นฐานที่ขาดไม่ได้คือความรู้เรื่อง User Experience (UX) คือ ความพึงพอใจของผู้ใช้ที่มีต่อระบบ และก็ User Interface (UI) คือ การออกแบบอินเตอร์เฟซ หน้าตาเว็บ ซึ่งในโลกปัจจุบันนี้ Developer ทุกคนควรจะตระหนักถึงการทำเว็บให้ผู้ใช้ สามารถใช้งานได้ง่าย ไม่สับสน แน่เว็บที่ทำออกมาจะเข้าใจได้ง่ายขึ้นครับ

สำหรับบทความนี้ ผมอยากมาแนะนำสำหรับน้อง ๆ ที่สนใจอยากมาเป็น Web Developer เพื่อที่จะทำให้ตัวน้อง ๆ สามารถเริ่มทำงานได้แบบไม่ต้องอายใคร และงานที่ทำออกมามีคุณภาพมากที่สุด ไม่ว่าจะมีพื้นฐานมากน้อยแค่ไหน อย่างน้อยถ้าเราพอรู้ว่ามันคืออะไร แค่นี้ก็เกินพอแล้วครับ เอาเป็นว่าเรามาดูกันดีกว่าว่าควรจะมีพื้นฐานอะไรบ้าง สำหรับ Web Devloper ที่จะต้องมี สำหรับใครที่ได้เรียนสาย Software Engineer มาก็คงคุ้นหน้าคุ้นตากับคำว่า HTML แน่นอน แต่บางคนก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไรบ้าง อย่างน้อยขอแค่รู้ว่า Tag แต่ละส่วนมันคืออะไร อะไรคือ Div อะไรคือ P และ Best Pactice ที่ดีเพื่อทำให้ HTML Tag ที่เราเขียนดูเข้าใจง่าย และถูกต้องตามหลัก W3C ในโลกปัจจุบันนี้ (2016) คงจะหนีพ้นโลก JavaScript ไม่ได้ ที่ Developer หลายคนหันมาสนใจไม่ว่าจะเป็น Node.js, ReactJS, Angular, Vue.js และอื่น ๆ อีกมากมาย หากน้อง ๆ คนไหนสนใจอยากเขียนเว็บให้เก่ง อยากเติบโตในสายงาน Developer แนะนำพื้นฐาน JavaScript ควรจะต้องมีให้เยอะเลยครับ สำหรับ Functional programming น่าจะเป็นอีกสิ่งที่กำลังมาแรงในปีนี้ คือเราจะเปลี่ยนจากการเขียนโค้ดแบบ OOP มาใช้ pure function แทน ซึ่งจะเน้นการใช้มันซ้ำ ๆ แล้วก็ไม่ไปเปลี่ยนแปลง State อะไรทำนองนี้ครับ

Cupiditate a nesciunt enim repudiandae vero eos placeat enim. Et iure rem itaque aspernatur. Consequatur numquam quos consequatur architecto quo rem qui. Dolorem amet unde cumque quas.

คุณกำลังหาวิธีที่จะประสบความสำเร็จกับสายงานด้าน Web Development อยู่ใช่ไหม? ลองอ่านบทความนี้ดูสิ! หากคุณกำลังจะเรียนจบหรือวางแผนที่จะเปลี่ยนสายอาชีพมาทางด้าน Website Development แล้วล่ะก็ คุณคงกำลังสงสัยว่าจะเลือกไปทำงานด้าน front-end, back-end หรือ full-stack development ดี ซึ่งบทความด้านล่างนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกที่หนึ่งในใจคุณได้อย่างแน่นอน Front-end Development: งานที่เกี่ยวกับ Front-end Development มักจะใช้ HTML (หรือ HyperText Markup Language) CSS (หรือ Cascading Style Sheets) และ JavaScripts. หน้าที่ในส่วนของ Front-end Development มักจะเกี่ยวข้องกับส่วนของเว็บไซต์ที่มีการโต้ตอบกับผู้ใช้หรือ user โดยที่นักพัฒนาหรือ developer จะต้องดูแลส่วนที่ซับซ้อนแต่สร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ (User Interface หรือ UI) ประสบการณ์ของผู้ใช้งาน (User Experience หรือ UX) และการเข้าถึงเว็บไซต์ Back-end Development: งานในส่วนของ Back-end Development จะมีการพัฒนาด้านเซิร์ฟเวอร์พร้อมกับฐานข้อมูลและการใช้ตรรกะที่ซับซ้อนอื่นๆ โดยนักพัฒนา หรือ developer จะต้องทำงานร่วมกับภาษาโปรแกรมมิ่งต่างๆ ทางด้านเซิร์ฟเวอร์ เช่น PHP (Hypertext Preprocessor) หรือ .net Full-stack Development: นักพัฒนาด้าน Full-stack หรือ Full-stack Developers จะทำงานในส่วนของเทคโนโลยีของทั้งด้าน Front-end และ Back-end ซึ่งโดยท้ายที่สุดแล้ว การเป็นผู้เชี่ยวชาญในการพัฒนา Full-stack จะเป็นเป้าหมายสุดท้ายของทุกคนที่เริ่มต้นอาชีพในสายเทคโนโลยีด้าน Website Development

Beatae laborum ea quidem. Tenetur vel soluta eos recusandae. Vero repellendus dolor officiis. Ut aut et eos omnis quas sed dolorum.

Web Developer คือ ผู้ที่มีหน้าที่ในการพัฒนาระบบ อาจจะมองได้ในส่วนของการ Research การค้นคว้าวิจัย เทคโนโลยี่ใหม่ ๆ ในการประมวลผลเว็บไซต์ ส่วน Web Programmer คือผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการเขียนโปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความสามารถเฉพาะทางเพิ่มเติมในด้านการจัดทำเว็บไซต์ด้วย ทั้งนี้ในส่วนของงานที่เกี่ยวข้อง ยังมี Web Designer คือผู้ที่ทำงานด้านการออกแบบ งานกราฟฟิค การออกแบบเว็บไซต์ ให้ตรงความต้องการ ตอบสนองความต้องการในการใช้งาน โดยงานส่วนนี้ก็เปรียบได้เหมือนกับ มัณฑนากร ที่มีหน้าที่ออกแบบตกแต่งภายในร้านค้าให้มีความสวยงามนั่นเอง ในส่วนของ Web Developer และ Web Programmer ก็เทียบได้กับ ทีมวิศวกร เขียนแบบ การดำเนินการก่อสร้างอาคาร ร้านค้าต่าง ๆ ทั้งนี้ในด้านการดูแลเว็บไซต์ ก็จะต้องมีผู้ที่ทำหน้าที่ดูแลเว็บไซต์ ที่เรียกว่า Web Master อีกด้วย โดย Web Master ก็จะเปรียบได้กับผู้จัดการร้านค้า หรือ บริษัทนั่นเอง

Consequuntur porro delectus ducimus ut. Sunt qui necessitatibus a adipisci dolor accusantium excepturi tempore.

ผู้ใช้งานโดยทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร บริการต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐในระบบได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิก อย่างไรก็ตาม สมาชิกของระบบเว็บไซต์กลางฯ จะได้รับประโยชน์ต่างๆ ดังนี้ สามารถเข้าถึงบริการที่เข้าร่วมโครงการในแบบ Single Sign-On ได้ มีหน้า “ส่วนตัว” ซึ่งแสดงข้อมูลข่าวสาร บริการ หน่วยงาน และกระทู้สนทนาต่างๆ ที่สมาชิกสนใจ ร่วมแสดงความคิดเห็น รวมถึงตั้งกระทู้ และตอบกระทู้ผ่านกระดานสนทนาได้ ได้รับแจ้งข่าวสาร และบริการแนะนำต่างๆ ทางอีเมล์โดยอัตโนมัติ

บริการสร้างคอร์สเรียนออนไลน์ บนเว็บไซต์คุณเอง ไม่ว่าคุณจะอยู่ในสายงานอาชีพใด คุณสามารถสร้างคอร์สเรียนออนไลน์ที่เป็นของคุณเองได้ เหมาะ สำหรับ ครูอาจารย์ ติวเตอร์ วิทยากร โค้ช ที่ปรึกษาธุรกิจ เจ้าของธุรกิจ รวมถึง สถาบันและองค์กร ต่างๆ ที่ต้องการสร้างความรู้ที่คุณมีเปลี่ยนเป็นองค์ความรู้ที่สามารถจัต้องได้โดยผ่านระบบคอร์สเรียนออนไลน์

การเลือกเนื้อหาเว็บไซต์ ถือเป็นส่วนสำคัญในการเริ่มต้นทำเว็บไซต์

โดเมน พื้นที่วิดีโอ พื้นที่เว็บไซต์ ระบบคอร์สเรียนออนไลน์ 🤩🤩ในราคานี้รวมหมดแล้วค่ะ🤩🤩 คอร์สเรียนออนไลน์ ของเราจไม่มีการหัก % การขาย หมายถึงว่า ลูกค้าขายได้เท่าไหร่รายได้เป็นของลูกค้า 100% ค่ะ 🔥 ลุกค้าไม่ต้องทำอะไรเลย มีเพียง VDO การสอน 🔥 คอร์สเรียนออนไลน์ มีเจ้าหน้าที่ทำให้ค่ะ รอขายคอร์สได้เลยจ้าาาาา 🔥 มีการอัพเดทโปรแกรม และเวอร์ชั่น ของระบบคอร์สเรียนออนไลน์ให้🔥 ฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายนะคะ 🔥 หากเกิดปัญหากับการใช้งานโปรแกรมต่างๆ 🔥 มีเจ้าหน้าทีดูแล 24 ชม. ค่ะ

1. การเลือกเนื้อหาเว็บไซต์ ถือเป็นส่วนสำคัญในการเริ่มต้นทำเว็บไซต์ ทั้งการจัดโครงสร้าง และ ความ นิยมของเว็บไซต์ สำหรับผู้เริ่มต้น ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเลือกหัวข้อใด ควรเริ่มต้นจาก การสำรวจตัวเอง ว่า ชอบ หรือ สนใจสิ่งใด มากที่สุด หรือ มีความรู้เชี่ยวชาญด้านใดมากที่สุด 2. โครงสร้างของเว็บไซต์ มีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ การที่จะทำให้ ผู้เข้าเยี่ยมชม สามารถค้นหาข้อมูล ใน เว็บไซต์ได้อย่างเป็นระบบ ประการแรกต้องพิจารณาถึง ความเป็นไปได้ของประเภทของผู้เข้าเยี่ยมชม เพราะผู้เยี่ยมชมแต่ละประเภท ก็จะค้นหาข้อมูลที่แตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งที่ควรจะทำก็คือการจัดกลุ่ม ของข้อมูลโดยให้รวมหัวข้อย่อยต่างๆ ให้อยู่ในหัวข้อหลัก โดยมีจุดมุ่งหมายให้ จำนวนข้อหลักน้อย ที่สุด นอกจากนี้การจัดไฟล์และไดเร็กทอรี่ ก็จะช่วยให้การดูแลรักษาและการตรวจสอบความ ผิดพลาดของเว็บไซต์ง่ายยิ่งขึ้น เช่น การจัดไฟล์รูปภาพไว้ที่เดียวกัน หรือ จัดเว็บไซต์ที่เป็นเรื่อง เดียวกันไว้ในไดเร็กทอรี่เดียวกัน เป็นต้น 3. สามารถดูเว็บไซต์ได้ในหลายบราวเซอร์ การทำเว็บไซต์ควรจะทำเพื่อให้สามารถดูได้จากทุกๆ Version ของ Software ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Netscape Communicator Internet Explorer หรือ อื่นๆ การ ทำให้ทุกคนดูได้นี้ ถือว่าเป็นการขยายฐานของผู้เข้าเยี่ยมชม 4. ความเร็วในการโหลดเว็บไซต์ สำหรับหน้าแรกของเว็บไซต์ไม่ควรให้โหลดข้อมูลช้า ปัจจัยที่จะ กระทบต่อความเร็ว ได้แก่ ขนาดของรูปภาพที่ใช้ จำนวนของรูปภาพที่ใช้ และปริมาณของตัวอักษรที่ อยู่บนหน้านั้นๆ อนึ่งความเร็วในการโหลดเว็บไซต์ อาจอยู่ที่ Server ที่เว็บไซต์นั้นๆอยู่ว่ามี ความสามารถสูงเพียงใด ขนาดของรูปภาพที่ใช้ควรจะมีขนาดไม่เกิน 20-30K ต่อรูป ส่วนประเภทของ รูปนั้นควรเป็น GIF หรือ JPEG ถ้าขนาดของรูปภาพใหญ่เกินไป อาจตัดแบ่งให้ขนาดเล็กลง และใช้ ตารางช่วยในการจัดรูปภาพนั้นๆ 5. ความง่ายในการค้นหาข้อมูล ปัจจัยหลักนั้นขึ้นอยู่กับโครงสร้างของเว็บไซต์ตั้งแต่ตอนแรกที่มีการจัด โครงสร้างและจัดกลุ่มของข้อมูล นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกเช่น การมี Navigator bar หรือ แถบนำ ทาง ในทุกๆหน้าของเว็บไซต์ และถ้าสามารถให้บริการ Search และ Sitemap ได้ก็จะเป็นสิ่งที่จะช่วย ให้ค้นหาข้อมูลได้ง่ายยิ่งขึ้น

ตอบโจทย์ทั้งผู้เรียนและผู้สอน ที่ต้องจอกับปัญหา ไม่ว่าจะเป็น การเดินทาง เวลาที่จำกัด รวมถึง วิกิตต่างๆที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ซึ่งเป็นปัจจััยที่ไม่สามารถควบคุมได้ นั้นคือ ภัยธรรมชาติ ต่างๆไที่เกิดขึ้น เพื่อเป็นการรองรับ การเรียน การสอนในอนาคต ที่ทุกอย่างสามารถ จัดการได้บนมือถือ อยู่ที่ไหน ก็สามารถทำการเรียนการสอนได้ CourseRean จึงอีหนึ่งทางเลือกในการสร้าง คอร์สเรียนออนไลน์ที่เป็นของคุณเอง

ท่านสามารถสมัครสมาชิกโดยระบุเพียงชื่อ และอีเมล์ (สำหรับติดต่อสื่อสาร) เท่านั้น ทั้งนี้ท่านสามารถระบุรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับตัวท่านเพิ่มเติมในภายหลังได้ อาทิเช่น ข้อมูลส่วนตัว ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อ ฯลฯ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้สามารถเชื่อมโยงไปยังบริการอิเล็กทรอนิกส์ของหน่วยงานที่ เข้าร่วมโครงการต่างๆ ได้ ซึ่งจะทำให้ท่านได้รับความสะดวกในการเข้าถึงบริการต่างๆ มากขึ้น

1. การเลือกเนื้อหาเว็บไซต์ ถือเป็นส่วนสำคัญในการเริ่มต้นทำเว็บไซต์ ทั้งการจัดโครงสร้าง และ ความ นิยมของเว็บไซต์ สำหรับผู้เริ่มต้น ซึ่งไม่แน่ใจว่าจะเลือกหัวข้อใด ควรเริ่มต้นจาก การสำรวจตัวเอง ว่า ชอบ หรือ สนใจสิ่งใด มากที่สุด หรือ มีความรู้เชี่ยวชาญด้านใดมากที่สุด 2. โครงสร้างของเว็บไซต์ มีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ การที่จะทำให้ ผู้เข้าเยี่ยมชม สามารถค้นหาข้อมูล ใน เว็บไซต์ได้อย่างเป็นระบบ ประการแรกต้องพิจารณาถึง ความเป็นไปได้ของประเภทของผู้เข้าเยี่ยมชม เพราะผู้เยี่ยมชมแต่ละประเภท ก็จะค้นหาข้อมูลที่แตกต่างกัน ดังนั้นสิ่งที่ควรจะทำก็คือการจัดกลุ่ม ของข้อมูลโดยให้รวมหัวข้อย่อยต่างๆ ให้อยู่ในหัวข้อหลัก โดยมีจุดมุ่งหมายให้ จำนวนข้อหลักน้อย ที่สุด นอกจากนี้การจัดไฟล์และไดเร็กทอรี่ ก็จะช่วยให้การดูแลรักษาและการตรวจสอบความ ผิดพลาดของเว็บไซต์ง่ายยิ่งขึ้น เช่น การจัดไฟล์รูปภาพไว้ที่เดียวกัน หรือ จัดเว็บไซต์ที่เป็นเรื่อง เดียวกันไว้ในไดเร็กทอรี่เดียวกัน เป็นต้น 3. สามารถดูเว็บไซต์ได้ในหลายบราวเซอร์ การทำเว็บไซต์ควรจะทำเพื่อให้สามารถดูได้จากทุกๆ Version ของ Software ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Netscape Communicator Internet Explorer หรือ อื่นๆ การ ทำให้ทุกคนดูได้นี้ ถือว่าเป็นการขยายฐานของผู้เข้าเยี่ยมชม 4. ความเร็วในการโหลดเว็บไซต์ สำหรับหน้าแรกของเว็บไซต์ไม่ควรให้โหลดข้อมูลช้า ปัจจัยที่จะ กระทบต่อความเร็ว ได้แก่ ขนาดของรูปภาพที่ใช้ จำนวนของรูปภาพที่ใช้ และปริมาณของตัวอักษรที่ อยู่บนหน้านั้นๆ อนึ่งความเร็วในการโหลดเว็บไซต์ อาจอยู่ที่ Server ที่เว็บไซต์นั้นๆอยู่ว่ามี ความสามารถสูงเพียงใด ขนาดของรูปภาพที่ใช้ควรจะมีขนาดไม่เกิน 20-30K ต่อรูป ส่วนประเภทของ รูปนั้นควรเป็น GIF หรือ JPEG ถ้าขนาดของรูปภาพใหญ่เกินไป อาจตัดแบ่งให้ขนาดเล็กลง และใช้ ตารางช่วยในการจัดรูปภาพนั้นๆ 5. ความง่ายในการค้นหาข้อมูล ปัจจัยหลักนั้นขึ้นอยู่กับโครงสร้างของเว็บไซต์ตั้งแต่ตอนแรกที่มีการจัด โครงสร้างและจัดกลุ่มของข้อมูล นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกเช่น การมี Navigator bar หรือ แถบนำ ทาง ในทุกๆหน้าของเว็บไซต์ และถ้าสามารถให้บริการ Search และ Sitemap ได้ก็จะเป็นสิ่งที่จะช่วย ให้ค้นหาข้อมูลได้ง่ายยิ่งขึ้น 6. ตัวอักษร, ฉากหลัง และ สี สำหรับรูปแบบที่นิยมใช้คือ ตัวอักษรสีดำ บนฉากหลังขาว ถ้าต้องการ กำหนดประเภทของตัวอักษรควรใช้ที่เป็นสากลนิยม เช่น ในกรณีภาษาอังกฤษ อาจใช้ Arial หรือ Times News Roman เป็นต้น ส่วนภาษาไทย อาจใช้ MS Sans Serif การเลือกใช้ตัวอักษรภาษาไทยนั้น ต้องระวังเป็นพิเศษเพราะในกรณีที่เครื่องผู้เยี่ยมชมไม่มีตัวอักษรนั้นๆ อาจทำให้ผู้เข้าเยี่ยมชมไม่ สามารถอ่านตัวอักษรได้เลย 7. รูปภาพ ที่ใช้มี 2 ประเภทคือไฟล์กราฟิกประเภท GIF หรือ JPEG ในปัจจุบันไฟล์ประเภท PNG ก็มี บางเว็บใช้เช่นกัน หนึ่งในหลักการพิจารณาการใช้ประเภทเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด คือ จำนวนสีของ รูปภาพนั้นๆ ถ้าเป็นภาพแต่งหรือภาพถ่ายที่มีสีมากๆ ก็ควรใช้ไฟล์ประเภท JPEG แต่ถ้าเป็นเพียงปุ่ม หรือป้ายที่มีสีไม่มากก็ควรใช้ GIF พร้อมกับพิจารณาเรื่องขนาดของไฟล์ด้วย อนึ่งควรจะมีการคะเน ขนาดของรูปภาพที่จะใส่บนเว็บไซต์ก่อน เพื่อจะได้ใช้ขนาด และ อัตราส่วน ที่พึงพอใจมากที่สุด 8. ส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ของเว็บไซต์ เช่น หัวข้อที่เกี่ยวกับผู้จัดทำ อาจเป็นประวัติความเป็นมา และ/ หรือ ข้อมูลปัจจุบัน (About us) เหล่านี้ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับผู้เขา้เยี่ยมชม และเพิ่มเติมเกี่ยวกับ แถบนำทาง Search Sitemap และยังมีหัวข้ออื่นๆ อีก เช่น ข้อเสนอแนะ (Feedback) คำถามที่ถูกถาม บ่อย (FAQ - Frequently Asked Questions) 9. ก่อนที่จะนำเว็บไซต์ Upload ไปยัง Server ควรจะมีการทดสอบ โดยใช้ทั้ง Netscape Communicator และ Internet Explorer เพื่อดูความเร็วในการโหลดว่าช้าหรือเร็วเพียงใด Link ทั้งภายใน และ ภายนอก ถูกต้องหรือไม่ รูปภาพถูกต้องหรือไม่ พิสูจน์อักษร และอ่านข้อมูล เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลต่างๆ ถูกต้อง 10. หลังจากที่เว็บไซต์ Publish ถ้าเป็นไปได้ควรทดสอบ เหมือนกับที่ทดสอบก่อนที่จะ Publish เพื่อความ แน่ใจอีกครั้ง นอกจากการทดสอบแล้ว สิ่งที่จะต้องกระทำหลัง Publish คือ การสำรวจ ปรับปรุง และ ดูแลรักษาเว็บไซต์ เมื่อพบความคิดดีๆ ที่อาจนำมาปรับปรุงเว็บไซต์ได้ก็ควรจะจดบันทึกไว้ ถ้าเป็นการ แก้ไขนิดหน่อยก็ควรทำการแก้ไขทันที แต่ถ้าเป็นการแก้ไขที่ต้องใช้เวลานานควรรอสักระยะรวบรวม สิ่งที่ต้องการแก้ไขทั้งหมด
หมวดหมู่

ค้นหาหลักสูตร ตามหมวดหมู่

ติดต่อเรา

ติดต่อเรา

สร้างคอร์สเรียนออนไลน์ บนเว็บไซต์คุณเอง :: CourseRean.com

  • การแสดงผล: 9/89 ถนนเลียบคลอง3 หมู่2 ต.บึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี
  • การแสดงผล: 063-446-6900
  • การแสดงผล: courserean@gmail.com